กสิณไฟคือการทำสมาธิโดยอาศัยภาพนิมิตไฟอันเกิดจากการเพ่งไฟมาเป็นเครื่องรู้ให้แก่จิตแทนอารมณ์อย่างอื่นที่เข้ามากระทบจิตดังนั้นการเพ่งกสิณไฟจึงเป็นการเพ่งภาพนิมิตไฟที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับอารมณ์จิตจนกระทั่งภาพนิมิตและจิตเกิดการรวมเป็นหนึ่งอันเป็นอาการของจิตเดิมแท้ที่พร้อมจะพัฒนาไปสู่ปัญญาแห่งความรู้แจ้งเห็นจริง 

                การเพ่งกสิณไฟนับว่าเป็นการเพ่งกสิณที่มีพลังมากที่สุดในบรรดาอุบายกรรมฐานการเพ่งกสิณ นอกจากนี้การเพ่งไฟยังทำให้จิตเกิดสมาธิได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะเปลวไฟนั้นเป็นสิ่งที่มีพลังชีวิต (การเพ่งกสิณไฟจึงต้องเพ่งจากเปลวไฟจริงๆ จะเป็นภาพวาดหรือภาพถ่ายไฟไม่ได้)  อีกทั้งการเพ่งกสิณไฟยังเป็นบ่อเกิดของพลังจิตที่สามารถสร้างให้เกิดปาฏิหาริย์ได้อย่างมากมาย แต่เนื่องจากธาตุไฟนั้นเป็นธาตุแห่งความร้อนที่มีทั้งคุณและโทษในตัว  ด้วยเหตุนี้เองในการเพ่งกสิณไฟจึงต้องมีครูบาอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ในการเพ่งไฟคอยช่วยให้การแนะนำในการปฏิบัติ

                สิ่งใดที่มีคุณมากก็ย่อมมีโทษมากเช่นเดียวกัน กสิณไฟเป็นการที่ผู้ปฏิบัติเล่นกับมายาภาพนิมิตไฟ ซึ่งถ้าหากจิตของผู้ปฏิบัติไม่มีความมั่นคงเพียงพอย่อมมีความเสี่ยงต่อการหลงในภาพมายานิมิตได้โดยง่าย ดังนั้นครูบาอาจารย์บางท่านจึงไม่สอนกรรมฐานกองนี้เลย เพราะว่าการควบคุมพลังจิตที่เกิดจากการเพ่งกสิณไฟนั้นทำได้ยาก ประกอบกับพลังอำนาจอันพิเศษของกสิณไฟยังอาจนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่อวิชชาความหลงยึดมั่นถือมั่นในโลกียะอภิญญา อันจะเป็นอุปสรรคต่อการสำเร็จพระนิพพานได้

                แต่อย่างไรก็ตามกสิณไฟก็ยังนับเป็นเลิศในบรรดากองกสิณทั้งหมดอยู่ดี ตั้งแต่ในอดีตก็มีครูบาอาจารย์หลายท่านที่สำเร็จกสิณไฟ ตามตำนานต่างๆก็ได้กล่าวถึงความอัศจรรย์ของการเพ่งกสิณไฟกันเอาไว้อย่างมากมาย ผู้ปฏิบัติหลายคนพยายามที่จะฝึกการเพ่งกสิณไฟแต่ยังหาวิธีการเพ่งกสิณไฟที่ถูกต้องไม่ได้ คงมีแต่ตำนานการเพ่งกสิณไฟที่เล่าสืบต่อกันมา ซึ่งไม่สามารถที่จะนำเรื่องราวเหล่านั้นมาปฏิบัติในการเพ่งกสิณไฟได้อย่างแท้จริง เพราะจุดสำคัญที่สุดของวิชาการเพ่งไฟนั้นคือต้องมีครูบาอาจารย์เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการเพ่งกสิณไฟให้เท่านั้น ผู้ปฏิบัติไม่สามารถที่จะเพ่งไฟให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง