ไพลดำ มหาว่านแห่งความกายสิทธิ์

เรื่องราวของ “ว่านไพลดำ” นั้น ผมเองเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่เคยได้เจอ ได้สัมผัสกับตัวเองสักครั้ง แต่ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งหนังสือโลกทิพย์เคยเอาเรื่องราวของ “ว่านไพลดำ” มาลงในหนังสือ แต่นานหลายปีแล้วว่า วัดเพียะไซ ต.ดอนกระชาย อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้นำเอา “ใบ” ของ “ว่านไพลดำ” มาทำเป็นพระเครื่องพิมพ์สมเด็จ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าวัดแห่งหนึ่งแถวถนนปทุมวัน เจ้าอาวาสวัดแห่งนั้นเคยเลี้ยง “ว่านไพลดำ” อยู่ แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็น “ว่านไพลดำ” ของจริง จะเห็นก็แต่เพียงรูปถ่ายที่ เจ้าอาวาสวัดท่านเคยเอารูปมาตั้งให้ญาติโยมดูกันที่ศาลาวัด ซึ่งเจ้าอาวาสท่านได้มาจากป่าลึก จะมีลักษณะสีดำสนิทตลอดทั้งต้น กิ่ง ก้าน ใบ จะมีสีดำทั้งหมดเลย แม้แต่รากก็ยังเป็นสีดำ
ซึ่งเจ้าอาวาสวัดได้เล่าให้บรรดาลูกศิษย์ฟังว่า ในการเลี้ยงว่านไพลดำนั้น ตัวว่านไพลดำจะไม่มีการขยายพันธุ์ จะไม่แตกหน่อออกมา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากที่ว่านไพลดำจะแตกต่างจากว่านอื่นๆ คือจะไม่มีวันตาย แต่จะคงสภาพเป็นหัวว่านแห้งๆ หากจะเทียบไปก็คล้ายๆ กับการจำศีลของสัตว์บางอย่าง ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่กินอาหารหรือดื่มน้ำ
เรียกได้ว่าหากปลูกว่านไพลดำไม่เป็น เลี้ยงไม่เป็น ว่านไพลดำต้นนั้นก็จะคงสภาพอยู่อย่างเดิม ไม่เติบใหญ่ขึ้นมา และไม่มีฤทธิ์ไม่มีคุณสมบัติพิเศษแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะเคล็ดของว่านไพลดำจะอยู่ที่การปลูก และการกู้ว่าน ว่ากันว่า ถึงแม้จะแบ่งหน่อ ต่อกิ่งมาปลูกเองจากต้นจริง หน่อหรือกิ่งที่แบ่งออกมานั้นก็จะตายลง จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งที่ต้นไม้ชนิดนี้ มีวงจรชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างจากต้นไม้อื่นๆ

“ไพลดำ” ที่ผมได้เห็นจากรูปถ่ายนั้น ลำต้นเป็นเหง้าใต้ดินโผล่ตัวเหง้าออกมาเหนือดินเพียงเล็กน้อย กาบใบสั้นมีสีดำเข้ม บริเวณโคนจะมีสีดำอมแดง โอบหุ้มกันเป็นลำกลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 ซม.
ใบมีสีดำรูปรียาวคล้ายๆ ใบอ้อย ขนาดกว้าง 4-5 ซม. ยาว 40-60 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแคบ เส้นกลางใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน ใบของไพลดำขึ้นเรียงสลับไปตามกาบใบคล้ายขนนก ดอกไพลดำนั้นจะออกเป็นช่อตรงจากหัว ก้านช่อของดอกยาวประมาณ 30 ซม. เป็นรูปไข่ขนาดประมาณ 6-7 ซม. ดอกจะมีสีดำสนิท มีช่อดอกเดียวต่อหนึ่งก้าน เป็นเรื่องที่น่าแปลกมากที่ดินบริเวณที่ปลูกนั้นจะมีสีดำสนิท
ว่านไพลดำ ตามตำนานที่ผมเคยได้ยินนั้น จะมีคุณสมบัติ หรือ “ฤทธิ์” มีอยู่ 2 แบบ 2 ชนิดคือ ว่านไพลดำหัวเนื้อในมีสีม่วงอมน้ำตาล กับว่านไพลดำหัวเนื้อในมีสีดำ ว่ากันว่าว่านไพลดำหัวเนื้อในมีสีม่วงอมน้ำตาลจะเด่นในด้านชักนำเงินทองมาให้ผู้ครอบครองได้โดยง่าย ด้วยศาสตร์มนต์ดำเน้นการพนันขันต่อ เล่นแร่แปรธาตุ เช่น นำเอาว่านไพลดำไปทาตา แล้วไปเล่นพนันจะทำให้มองเห็นทะลุภาชนะได้ หรือนำเอาว่านไพลดำไปทำพิธีทำให้เงินที่เราใช้ไปแล้วกลับมาหาเราเช่นเดิม เป็นต้น
ส่วนว่านไพลดำหัวเนื้อในมีสีดำ ซึ่งจะเด่นเรื่องอยู่ยงคงกระพัน กล่าวกันถ้าใช้คู่กับเหล็กไหลจะทำให้คนผู้นั้นฟันแทงไม่เข้า
ว่านไพลดำจะมีลักษณะดำทั้งต้น ทั้งใบ และทั้งดินที่ปลูกรอบๆ ที่สำคัญ “ว่านไพลดำ” ไม่ได้ถอน หรือ “กู้” ออกมาง่ายๆ เพราะ “ไพลดำ” จะมีฤทธิ์แรง ถ้าคนเลี้ยง คนกู้ไม่เก่งจริง ไม่มีวิชาในการ “กู้ว่าน” ว่านไพลดำก็จะตาย หรือหมดคุณสมบัติ หมดฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่ในตัวก่อนที่จะกู้ออกมาทำยา หรือสกัดเป็นผงได้สำเร็จ แต่ถ้าสามารถ “กู้” เอามาได้ก็จะมีคุณสมบัติ คงทนเหมือนเหล็กไหล มีคุณวิเศษ เลิศล้ำ

ผู้ที่จะครอบครอง “ไพลดำ” ได้จะต้องเป็นคนที่สามารถชนะใจตนเองได้ คือไม่นำ “ไพลดำ” ไปใช้ในทางอกุศลกรรม เพราะอาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองได้ หากไม่รู้จักควบคุมจิตใจ
หรือแม้แต่ผู้ที่ได้ผลิตผลจากว่าน “ไพลดำ” ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะได้มาเป็นผง เป็นน้ำมันไพลดำ พระเครื่องที่มีส่วนผสมของไพลดำ หรือไพลดำทั้งต้นก็แล้วแต่ จะต้องเป็นคนที่รู้จักควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้หลงไปในกิเลส เพราะหากนำไปใช้ในทางที่ผิด ในการโอ้อวด ใช้ในการพาณิชย์เป็นเครื่องมือ คุณประโยชน์ คุณสมบัติ หรือฤทธิ์ ที่ไพลดำมีอยู่ในตัว ก็จะพาผู้ครอบครองไปสู่ทางอกุศลกรรมได้
คุณสมบัติ หรือ “ฤทธิ์” อีกอย่างหนึ่งของว่านไพลดำ ที่นอกเหนือจากการอยู่ยงคงกระพัน หรือการมีโชคลาภทางการพนันแล้วที่ผมทราบมาคือ ป้องกันคุณไสยจากสิ่งต่างๆ รอบตัว อย่างในหนังสือเพชรพระอุมาของนักเขียนดัง “พนมเทียน” ก็ได้กล่าวถึง “ว่านไพลดำ” ไว้ว่า ว่านไพลดำนั้นสามารถใช้แก้ทางกับ “ว่านผีปอบ” หรือ “ว่านโพง”
อย่างในเรื่องเพชรพระอุมา ภาคสอง หลังจากคณะของรพินทร์เดินทางผ่านพ้นเขตนิทรานครแล้ว โดยที่บุญคำเป็นผู้เดินนำ แล้ววางปางพักใกล้ๆ ดงว่านผีปอบ เมื่อรพินทร์ต่อว่า ตาคำ พรานท้องถิ่น ก็แก้ตัวว่า ของต่างๆ ในโลกก็มีสิ่งที่สามารถแก้กันได้ แล้วพาไปดูบริเวณที่ “ว่านไพลดำ” ขึ้นอยู่ ซึ่งว่านไพลดำจะสะกดไม่ให้ว่านผีปอบออกฤทธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่า มีผีปอบสิงอยู่ออกมาอาละวาดได้
ความหายากของ “ไพลดำ” นั้น เคยได้ยินเรื่องเล่ากันว่า ต่อให้ถึงไปเจอในป่าลึก ก็ไม่สามารถขุดออกมาได้ เพราะดินรอบโคนต้นนั้นจะมีสีดำแข็งเป็นหิน เนื้อดินเหมือนผงเหล็กดำสนิท
โบราณกล่าวว่า “ว่านไพลดำ” เป็นที่สุดของบรรดาว่านกายสิทธิ์ เพราะสมัยก่อนคนเราอยู่กับป่ากับเขา อยู่กับการรบราฆ่าฟันรบทัพจับศึกอยู่บ่อยครั้ง จึงนิยมพกชิ้นส่วนของว่านไพลดำ หรือวัตถุมงคลที่ทำจากว่านไพลดำ หรือที่สุดของว่านไพลดำแล้ว คือการสักน้ำมันไพลดำเข้าตัว เพราะเน้นเรื่องความอยู่ยงคงกระพัน หนังเหนียว เน้นใช้ว่านในการป้องกันตัวเอง จึงไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองเท่าใดนัก
แต่ปัจจุบัน ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป คนสมัยนี้จึงแสวงหาว่านไพลดำเพื่อการทำมาหากิน ให้ค้าขายคล่อง มีเงินทองไหลมาเทมา มีเงินมากๆ ทำให้คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องความอยู่ยงคงกระพันมากสักเท่าไร ไม่เหมือนเมื่อก่อน ถ้าจะอยู่ให้รอดได้ต้องเก่งหมัดเก่งมวย ต้องยิงแทงไม่เข้า ต้องแคล้วคลาดปลอดภัย จากอริและศัตรู หรือแม้กระทั่งโจร
“ว่านไพลดำ” ไม่ได้มีแค่ในตำนาน แต่ว่านไพลดำนั้นมีอยู่จริง แต่ที่มันหายากแสนเข็ญ นั่นเป็นเพราะว่านชนิดนี้มีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน อันตรายทั้งต่อตัวผู้ใช้และผู้อื่น
ปกติแล้ว ว่านไพลดำเนื้อสีดำ ส่วนใหญ่จะตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จากอาจารย์ถึงศิษย์ (พระเกจิ) จากพ่อถึงลูก เป็นต้น


บุคคลที่มี “ไพลดำ” มักหวงแหนปิดบังยิ่งนัก บางท่านเมื่อจะให้ว่านไพลดำแก่ศิษย์จำต้องให้สัญญา ให้สาบานว่า “จะไม่เอาว่านไพลดำทั้งต้นไปจำหน่ายเป็นการพาณิชย์เด็ดขาด ให้สืบทอดกันในสายอาจารย์เดียวกันเท่านั้น แต่สามารถนำชิ้นส่วนของว่านไพลดำไปจำหน่ายเลี้ยงชีพได้ ให้ใช้ไพลดำไปในทางช่วยคนให้มาก” เพราะผู้มอบให้กับผู้รับมอบจะต้องพิจารณาแล้วว่า คือผู้รับมอบเป็นคนดีไม่มีพิษภัยต่อผู้อื่น ไม่คดโกงใคร ไม่ใช้ว่านไปในทางเสื่อม
ด้วยความพิเศษของว่านไพลดำที่มีคุณสมบัติที่ครอบคลุมทุกอย่างทั้งเมตตา ค้าขาย ยารักษาโรค อยู่ยงคงกระพัน ที่ว่านอื่นๆ ไม่มี เหตุนี้ ว่านไพลดำจึงดูเหมือนเป็นตำนานมากกว่าความเป็นจริง จนบางครั้งคนที่ไม่รู้ก็เอามากล่าวมาเล่าต่อจนเกินจริงก็มี
แต่ “ว่านไพลดำ” ที่เนื้อสีดำมีอยู่จริงแน่นอน โดยมากแล้วจะมีอยู่ตามสายของลูกศิษย์ลูกหา หรือญาติของพระอาจารย์เปิ่น และท่านอาจารย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ว่านไพลดำว่านแท้ๆ นั้นเลี้ยงยาก ต้องมีศีล ต้องมีข้อปฏิบัติ ปกติแล้วถ้าผู้เป็นเจ้าของ ว่านไพลดำจะส่งมอบให้ผู้รับมอบ เขาถึงจะบอกวิธีปฏิบัติ
ส่วน “ว่านไพลดำ” มีขายตามร้านต้นไม้ ตามสวนจตุจักร หรือที่เอามาปลูกในเมือง ว่านชนิดนี้จะมีลักษณะสีคล้ำๆ ออก ม่วงๆ ไม่ดำเหมือน “ว่านไพลดำ” ที่อยู่ตามป่าเขาลึก หรือที่ผู้มีวิชาในเรื่องว่านกายสิทธิ์ปลูกไว้ และจะไม่มีคุณสมบัติ หรือ “ฤทธิ์” เหมือนว่านไพลดำที่ผู้มีวิชาเป็นผู้ครอบครอง หรือปลูกไว้จากวิชาที่ได้รับการส่งมอบจากเจ้าของคนก่อนๆ จะมีเพียงคุณสมบัติเหมือนว่านไพลทั่วไปที่นำมาทำยาแก้ปวดเมื่อย