มือปราบไพลดำ จอมขมัง

[et_pb_section][et_pb_row][et_pb_column type=”4_4″][et_pb_text]

ได้รู้จักและพบเจอกับว่านไพลดำเป็นครั้งแรกในชีวิตก็สืบเนื่องมาจากลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งได้ไปรู้จักกับเจ้าของว่านไพลดำท่านหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปเรียกท่านว่า “มือปราบไพลดำ” ซึ่งชื่อจริงๆ ของท่านคือ “อาจารย์สำฤทธิ์ สีปราบ” และได้ชักชวนให้มาเยือนสถานปฏิบัติธรรม อาศรมบูรพา

รูปร่างลักษณะของว่านไพลดำของอาจารย์สำฤทธิ์นั้น เหมือนกับรูปถ่ายไพลดำที่ผมเคยเห็นมาก่อนทุกประการ คือจะคล้ายๆ กับต้นหอมหัวใหญ่โผล่ออกมาจากดินครึ่งหนึ่ง จะมีต้นแทงทะลุดินออกมา จะมีรากฝอยงอกออกมาจากต้นเล็กน้อย ใบจะมีลักษณะยาว เรียว แหลม จะมีสีดำสนิท ตั้งแต่หัว ราก ต้น หรือใบ แม้แต่ดินในกระถางที่ปลูกก็ยังมีสีดำสนิท และดินจะแข็งมาก ราวกับว่าดินที่อยู่ในกระถางรวมตัวกันแน่นจนกลายเป็นหินสีดำอยู่ในกระถาง แล้วมีว่านไพลดำแทรกตัวขึ้นมา อาจารย์สำฤทธิ์ได้มาพบกับหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต (วัดดูน) อ.ปัจจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้รอบรู้ และมีวิชาเกี่ยวกับเรื่องว่านยาต่างๆ เป็นอย่างดี

   อาจารย์สำฤทธิ์ก็เลยเล่าให้หลวงปู่ผางฟังว่า ตัวอาจารย์สำฤทธิ์เองมีว่านไพลดำอยู่ จะต้องทำอย่างไร จะปลูกยังไง จะกู้ยังไงเพราะดินที่อยู่ในกระถางก็แข็งเป็นหิน จะขุดขึ้นมาก็ไม่ได้

   หลวงปู่ผางท่านก็บอกว่าให้ไปหาดินเหนียวมา ปั้นดิน แบเป็นแผ่นล้อมไว้ในกระถางว่านไพลดำ แล้วให้เอาน้ำผึ้งมาเทลงดินในกระถางที่ถูกดินเหนียวล้อมรอบไว้สัก 2 ขวด พอตอนเช้ามาดินที่แข็งเป็นหินเหล่านั้น มันก็จะร่วนขยายออก สามารถดึงต้นว่านไพลดำขึ้นมาได้ โดยแทบไม่ต้องขุด

   หลวงปู่ผางได้บอกถึงเคล็ดสำคัญในการปลูกว่านไพลดำ และการกู้ว่านไพลดำนั่นก็คือการใช้น้ำผึ้ง และดินจอมปลวก

   ในการกู้ว่านไพลดำนั้น ก็ให้ใช้น้ำผึ้งป่ารดลงไปในดินที่แข็งเป็นหินรอบๆ ว่านไพลดำ ส่วนในการปลูกนั้นจะต้องนำดินจอมปลวกมาร่อนด้วยกระชอน เมื่อได้ดินที่ละเอียดมาแล้วก็นำมาใส่ในกระถางให้พอท่วมโคนของต้นว่าน แล้วนำน้ำผึ้งป่ามาเทใส่ 2 ขวด หลังจากนั้นก็ยกไว้ที่สูง หรือในสถานที่ที่มิดชิด เพราะเคล็ดสำคัญอีกอย่างที่คนเล่นว่านจะรู้กันดีคือ

   การเลี้ยงว่านไพลดำนั้น ข้อสำคัญที่ผู้เลี้ยงจะต้องจำให้ขึ้นใจ และจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่ที่เคล็ดว่า ถ้าไก่กระโดดข้ามต้นว่าน ต่อให้ต้นว่านชนิดนั้นมีคุณสมบัติ หรือฤทธิ์ใดๆ ก็จะหมดฤทธิ์ และคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวหมดเลย ว่านไพลดำเองก็เช่นกัน ข้อห้ามที่ถือเป็นเคล็ดเด็ดขาด คือห้ามไม่ให้ไก่กระโดดข้ามเป็นอันขาด อาจารย์สำฤทธิ์เลยวางกระถางต้นไพลดำประจำตระกูลไว้บนหิ้งที่สูง แล้วทำกรงตาข่ายล้อมไว้อีกชั้น

   หลังจากนั้นอาจารย์สำฤทธิ์ได้นำเอาตำราโบราณที่ท่านมีอยู่ไปให้หลวงปู่ผางดู หลวงปู่ผางก็ได้แปล และอธิบายให้อาจารย์สำฤทธิ์ฟังถึงวิธีการต่างๆ ในการปลูก การกู้ การนำว่านไพลดำไปใช้

   และข้อสำคัญที่สุดในการปลูก และการกู้ว่านไพลดำนั้น จะยึดเอาฤกษ์วันแข็ง คือจะต้องปลูกเมื่อวันอังคารแรกของข้างขึ้น เดือน 6 และวันกู้จะยึดเอาวันอังคารแรกของข้างขึ้น เดือน 12 และจะถือเอาวันกู้ว่าน เป็นวันไหว้ครูไปด้วยในตัว

   โดยในวันไหว้ครูจะมีพิธีกรรมสักน้ำมันว่านไพลดำ การหุงข้าวทิพย์เพื่อเป็นยารักษาโรค การเสกมะพร้าวน้ำเต็มด้วยว่านไพลดำ ตลอดจนการอาบน้ำว่านไพลดำ ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมพิธีที่เป็นศิษย์ใหม่นั้นจะต้องตั้งพานครู โดยใช้ดอกไม้ธูปเทียน ใบทองพันช่าง 5 ใบ และเงิน 5,000 บาท โดยที่จะทำพิธีมอบตัวศิษย์ใหม่เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้น ในวันไหว้ครูปีต่อๆ ไปก็ไม่ต้องเสียค่าครูอีกต่อไป

   ว่านไพลดำที่ได้จากการกู้นั้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน จะมีตัดรากฝอย การตัดลำต้น ตัดใบ เก็บไว้เพื่อทำพิธีปลูกว่านต่อไป หรือแม้แต่ดินที่ได้จากการกู้ว่านไพลดำนั้น จะต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

   โดยดินส่วนแรกจะต้องถวายแม่คงคาคือโยนลงในน้ำ ดินส่วนที่ 2 จะถวายแม่ธรณี คือจะต้องเก็บเอาไว้สำหรับการปลูกในครั้งต่อไป และในส่วนที่ 3 จะนำมาบดเป็นผงรวมกับราก และใบของว่านไพลดำ ใช้ผสมน้ำใช้อาบเพื่อเสริมสร้างสิริมงคลแก่ ลูกศิษย์ และใช้เป็นยารักษาโรคในโอกาสต่อๆ ไป

   อาจารย์สำฤทธิ์ยังได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องอัศจรรย์ของว่านไพลดำว่า ก่อนที่พ่อของท่านอาจารย์สำฤทธิ์จะเสียชีวิต ได้มอบพระสมเด็จองค์หนึ่งที่แกะจากว่านไพลดำ และท่านอาจารย์    สำฤทธิ์ได้ห้อยพระพิมพ์สมเด็จนี้ติดตัวตลอดเวลา ต่อมาอาจารย์สำฤทธิ์ได้สมัครเข้าเป็นอาสาสมัคร ได้ออกทำการปราบปรามคู่กับดาบตำรวจสวัสดิ์

   หลายครั้งที่โดนโจมตี หรือมีการปะทะกัน อาจารย์    สำฤทธิ์ และดาบสวัสดิ์รอดตายมาอย่างไม่น่าเชื่อ และมีครั้งหนึ่งที่อาจารย์สำฤทธิ์ถูกยิงตรงๆ ที่สีข้าง แต่ไม่เข้า จะเป็นรอยช้ำๆ เท่านั้น ซึ่ง ณ ขณะนั้น อาจารย์สำฤทธิ์ยังไม่ได้มีวิชาความรู้เกี่ยวกับว่านไพลดำแต่อย่างใด จะมีก็เพียงแต่พระพิมพ์สมเด็จที่ติดตัวไว้ตั้งแต่เด็กเท่านั้น

   หลังจากที่ท่านอาจารย์สำฤทธิ์ได้มาพบหลวงปู่ผาง และได้เรียนรู้วิชาเกี่ยวกับว่านไพลดำจนหมดสิ้นแล้ว ท่านอาจารย์  สำฤทธิ์ได้ทำการหุงข้าวทิพย์ด้วยว่านไพลดำเพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งสามารถรักษาผู้ป่วยจากโรคอัมพาตให้หายขาดได้มาแล้ว

   นอกจากนี้ยังได้แจกจ่ายชิ้นส่วนของว่านไพลดำให้ผู้คนได้บูชาติดตัว ติดรถติดรา และทำการสักน้ำมันว่านไพลดำ เพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย

   แต่ด้วยชื่อเสียงของดาบตำรวจสวัสดิ์ และมือปราบ  ไพลดำเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ถึงความหนังเหนียว ความแคล้วคลาด ชื่อเสียงของว่านไพลดำ และอาจารย์สำฤทธิ์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ก็มีหลายคนที่มีวิชามาขอลองของโดยการยิงปืนทดสอบต้นว่านไพลดำ แต่ทุกครั้งที่ทำการลองของด้วยการยิงปืนทดสอบ ก็ปรากฏว่าลูกปืนด้านทุกครั้ง

   ต่อมาท่านอาจารย์สำฤทธิ์เห็นว่า การลองของด้วยการยิงปืนทดสอบนั้น ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด เพราะคนหนึ่งมาทดสอบ ยิงไม่ออกแล้วกลับไป อีกคนก็มาขอยิงปืนทดสอบอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ท่านจึงยกเลิกการทดสอบด้วยการยิงปืนอย่างเด็ดขาด และตั้งจิตว่าจะนำว่านไพลดำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นๆ เท่านั้น

   เพราะคุณค่าของว่านไพลดำที่ท่านมีอยู่นั้น มีค่ามากกว่าที่จะมายิงปืนใส่เล่นๆ แต่คุณค่าที่ว่านไพลดำมีอยู่นั้นสามารถทำให้คนพ้นทุกข์จากโรคร้ายได้ เพราะที่สุดของว่านไพลดำนั้น คือการหุงข้าวทิพย์ เพื่อเป็นยารักษาคน

[/et_pb_text][/et_pb_column][/et_pb_row][/et_pb_section]